โรคแอนแทรกซ์ คืออะไร?
โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมบวกรูปแท่ง สามารถสร้างสปอร์ที่มีความทนทานสูงต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โรคนี้สามารถพบได้ในสัตว์กินพืชเป็นหลัก เช่น วัว แกะ แพะ และม้า แต่ก็สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้เช่นกันผ่านการสัมผัสกับสัตว์ป่วยหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อแอนแทรกซ์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์ ทั้งในด้านสาเหตุ อาการ การติดต่อ การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้
แหล่งที่มาของโรคแอนแทรกซ์: จากดินสู่สัตว์และคน
แหล่งที่มาหลักของเชื้อแอนแทรกซ์คือดิน สปอร์ของ Bacillus anthracis สามารถดำรงชีวิตอยู่ในดินได้นานหลายสิบปี ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือการขุดดิน สปอร์เหล่านี้อาจถูกชะล้างขึ้นมาบนผิวดินและปนเปื้อนในพืชอาหารสัตว์ เมื่อสัตว์กินพืชที่ปนเปื้อนสปอร์เข้าไป ก็จะเกิดการติดเชื้อและพัฒนาเป็นโรคแอนแทรกซ์
เมื่อสัตว์ป่วยด้วยโรคแอนแทรกซ์ตายลง หากซากสัตว์นั้นไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกสุขลักษณะ สปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์จะแพร่กระจายกลับลงสู่ดิน ทำให้เกิดวงจรการแพร่ระบาดของโรคต่อไปได้ นอกจากนี้ แมลงวันและแมลงดูดเลือดอื่นๆ อาจเป็นพาหะนำเชื้อแอนแทรกซ์จากสัตว์ป่วยไปยังสัตว์อื่นหรือแม้กระทั่งมนุษย์ได้
สำหรับมนุษย์ การสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ป่วยหรือซากสัตว์ที่ติดเชื้อเป็นช่องทางการรับเชื้อที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเกษตรกร สัตวแพทย์ และผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ การจัดการกับขน หนังสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อก็สามารถนำไปสู่การติดเชื้อทางผิวหนังได้เช่นกัน นอกจากนี้ การหายใจเอาสปอร์ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ (เช่น จากการแปรรูปขนสัตว์) หรือการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุกอย่างเพียงพอจากสัตว์ที่ติดเชื้อ ก็เป็นช่องทางการรับเชื้อที่อันตรายและอาจนำไปสู่โรครูปแบบที่รุนแรงได้
สาเหตุการก่อโรคและการติดต่อของโรคแอนแทรกซ์
สาเหตุหลักของโรคแอนแทรกซ์คือเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ สามารถสร้างสปอร์ที่ทนทานต่อความร้อน ความแห้งแล้ง รังสี และสารเคมีได้เป็นเวลานาน สปอร์เหล่านี้สามารถอยู่ในดิน น้ำ หรือบนพื้นผิวต่างๆ ได้เป็นเวลานานหลายสิบปี เมื่อสปอร์เข้าสู่ร่างกายของสัตว์หรือมนุษย์ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม เช่น ผ่านบาดแผล การหายใจ หรือการบริโภค สปอร์จะงอกเป็นเซลล์แบคทีเรียที่เพิ่มจำนวนและปล่อยสารพิษ (toxins) ออกมา สารพิษเหล่านี้จะทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย ทำให้เกิดอาการป่วยต่างๆ ตามมา
สาเหตุหลักของโรคแอนแทรกซ์ที่ก่อให่เกิดการติดต่อของโรคสามารถเกิดขึ้นได้หลายช่องทาง คือ
- การสัมผัส: การสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ป่วยหรือตายด้วยโรคแอนแทรกซ์ รวมถึงการสัมผัสกับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น หนังสัตว์ ขนสัตว์ กระดูก หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุกอย่างเหมาะสม เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือแม้แต่ผิวหนังที่ไม่มีบาดแผล
- การสูดดม: การสูดดมสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ มักพบในผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น โรงงานฟอกหนัง โรงงานผลิตขนสัตว์
- การรับประทาน: การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือปนเปื้อนเชื้อแอนแทรกซ์
- การฉีด: ในกรณีที่พบได้ยาก เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ (มักเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายทางชีวภาพ)
กลไกการก่อโรคของแอนแทรกซ์มีความซับซ้อน โดยสารพิษหลักที่แบคทีเรียปล่อยออกมามี 3 ชนิด ได้แก่ Protective Antigen (PA), Edema Factor (EF), และ Lethal Factor (LF) สารพิษเหล่านี้จะทำงานร่วมกัน โดย PA จะจับกับตัวรับบนผิวเซลล์เป้าหมาย จากนั้นจะช่วยนำ EF และ LF เข้าสู่ภายในเซลล์ เมื่อ EF เข้าสู่เซลล์จะกระตุ้นเอนไซม์ adenylate cyclase ทำให้ระดับ cyclic AMP (cAMP) ในเซลล์สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะบวมน้ำ (edema) ส่วน LF เป็นเอนไซม์ metalloprotease ที่จะทำลาย Mitogen-Activated Protein Kinase Kinases (MAPKKs) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในกระบวนการส่งสัญญาณภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ตายในที่สุด การทำงานร่วมกันของสารพิษเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงของโรคแอนแทรกซ์
รูปแบบการติดต่อและอาการโรคแอนแทรกซ์
โรคแอนแทรกซ์สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับช่องทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่
- แอนแทรกซ์ทางผิวหนัง (Cutaneous Anthrax): เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสัมผัสกับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ผ่านบาดแผล รอยขีดข่วน หรือผิวหนังที่แตก สปอร์จะงอกและสร้างการติดเชื้อเฉพาะที่ ทำให้เกิดตุ่มนูนแดง คัน และกลายเป็นตุ่มน้ำพองใส (vesicle) ภายใน 1-7 วัน ต่อมาตุ่มน้ำจะแตกออกและกลายเป็นแผลดำคล้ายถ่าน (eschar) ที่ไม่เจ็บปวด แต่มีอาการบวมรอบๆ แผล
- แอนแทรกซ์ทางการหายใจ (Inhalation Anthrax): เกิดจากการสูดดมสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์เข้าไปในปอด เป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุดและมีอัตราการเสียชีวิตสูง อาการเริ่มต้นอาจไม่ชัดเจน คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมาอาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก และอาจเกิดภาวะช็อก
- แอนแทรกซ์ทางระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Anthrax): เกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกและปนเปื้อนเชื้อแอนแทรกซ์ รูปแบบนี้พบได้น้อยกว่าสองรูปแบบแรก อาการอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ หากเกิดที่ลำคอจะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก ต่อมน้ำเหลืองบวม หากเกิดที่ลำไส้จะมีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียเป็นเลือด และอาจเกิดภาวะช่องท้องอักเสบ
- แอนแทรกซ์จากการฉีด (Injectional Anthrax): เป็นรูปแบบที่พบได้ยาก มักเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติดชนิดฉีด มีลักษณะคล้ายแอนแทรกซ์ทางผิวหนัง แต่การติดเชื้อจะเกิดขึ้นลึกลงไปใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการบวมอย่างรุนแรงและอาจมีหนอง
นอกจากนี้ ยังมี แอนแทรกซ์จากการฉีด (Injectional Anthrax) ซึ่งมีอาการคล้ายกับแอนแทรกซ์ทางผิวหนัง แต่มีอาการบวมและการติดเชื้อที่ลุกลามเร็วกว่า และอาจมีอาการที่ไม่ได้พบในแอนแทรกซ์ทางผิวหนัง เช่น การเกิดฝีลึกใต้ผิวหนัง
กลุ่มเสี่ยงการติดเชื้อแอนแทรกซ์
กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อแอนแทรกซ์ ได้แก่
- ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์: เช่น เกษตรกร สัตวแพทย์ คนงานในโรงฆ่าสัตว์ หรือผู้ที่แปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์
- ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ: ที่มีการเพาะเลี้ยงเชื้อ Bacillus anthracis
- ผู้ที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่อาจปนเปื้อนเชื้อ: เช่น หนังสัตว์ ขนสัตว์ หรือกระดูกสัตว์
- ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคในสัตว์
- ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด
4. การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคแอนแทรกซ์จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคอาจไม่จำเพาะเจาะจง การวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาและการป้องกันการแพร่กระจายของโรค วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคแอนแทรกซ์ ได้แก่
- การย้อมสีแกรม (Gram stain) และการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์: สามารถตรวจพบเชื้อ Bacillus anthracis ซึ่งมีลักษณะเป็นแบคทีเรียแกรมบวกรูปแท่งเรียงต่อกันเป็นสายยาวคล้ายข้อไม้ไผ่ ในตัวอย่างจากแผล ตุ่มน้ำ หรือเลือด
- การเพาะเลี้ยงเชื้อ (Culture): เป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันการวินิจฉัย โดยการนำตัวอย่างจากผู้ป่วย เช่น เลือด หนอง หรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ มาเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อจำเพาะ หากพบการเจริญเติบโตของเชื้อ Bacillus anthracis จะถือว่าเป็นการยืนยันผล
- การตรวจหาแอนติเจน (Antigen detection): สามารถตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ Bacillus anthracis ในตัวอย่างจากผู้ป่วย เช่น เลือด หรือน้ำไขสันหลัง โดยใช้วิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยา เช่น Enzyme-Linked Immunosorbent Assay (ELISA) หรือ Lateral Flow Assay
- การตรวจหาสารพันธุกรรม (Nucleic acid detection): วิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) สามารถตรวจหา DNA ของเชื้อ Bacillus anthracis ได้อย่างรวดเร็วและมีความไวสูง
- การตรวจทางซีโรวิทยา (Serology): สามารถตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ Bacillus anthracis ในเลือดของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มักใช้ในการวินิจฉัยย้อนหลังหรือในการศึกษาทางระบาดวิทยา เนื่องจากแอนติบอดีอาจตรวจไม่พบในช่วงแรกของการติดเชื้อ
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray) หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan): ในกรณีของแอนแทรกซ์ทางการหายใจ อาจพบความผิดปกติในปอดและช่องอก เช่น ภาวะต่อมน้ำเหลืองในช่องอกโตขึ้น หรือมีของเหลวในช่องเยื่อหุ้มปอด
ควรทำอย่างไรเมื่อทราบว่ามีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์
เมื่อสงสัยว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีความเสี่ยงหรือสัมผัสเชื้อแอนแทรกซ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตื่นตระหนก แต่ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:
- ติดต่อหน่วยงานสาธารณสุขทันที: แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงสถานการณ์และรายละเอียดของการสัมผัสเชื้อที่สงสัย พวกเขาจะให้คำแนะนำและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่จะทำการประเมินความเสี่ยงและอาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือรับยาป้องกัน (Post-Exposure Prophylaxis – PEP)
- ให้ข้อมูลอย่างละเอียด: แจ้งประวัติการสัมผัส สถานที่ เวลา และลักษณะของการสัมผัสเชื้อที่สงสัยอย่างถูกต้องและครบถ้วน
- กักตัว (หากได้รับคำแนะนำ): ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจแนะนำให้กักตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: เฝ้าระวังอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันทีหากมีอาการ
การป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์
การป้องกันโรคแอนแทรกซ์มุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงของการสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis และสปอร์ของมัน มาตรการป้องกันที่สำคัญ ได้แก่
- การควบคุมโรคในสัตว์: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์กินพืช เช่น วัว แกะ และแพะ เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดการเกิดโรคในสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่มนุษย์ การจัดการซากสัตว์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์อย่างถูกสุขลักษณะ เช่น การเผาหรือฝังลึก และการฆ่าเชื้อบริเวณที่พบสัตว์ป่วย
- การป้องกันการสัมผัสเชื้อในมนุษย์:
- สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง: เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ หรือผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อแอนแทรกซ์ อาจมีการพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นวัคซีนที่ไม่ใช่เชื้อเป็น (acellular vaccine) และต้องฉีดหลายครั้งเพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน
- การใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคล: เช่น การสวมถุงมือ หน้ากาก และเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เมื่อต้องสัมผัสกับสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่อาจปนเปื้อนเชื้อ
- การสุขาภิบาลอาหาร: การปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกทั่วถึงก่อนบริโภค เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อน
- การป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (Post-exposure prophylaxis): ในกรณีที่บุคคลสัมผัสกับเชื้อแอนแทรกซ์ เช่น จากการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อน อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดโรค โดยทั่วไปจะให้ยา Ciprofloxacin หรือ Doxycycline เป็นระยะเวลา 60 วัน ร่วมกับการฉีดวัคซีน (หากมีข้อบ่งชี้)
- การเฝ้าระวังโรค: การเฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมและป้องกันการระบาด หน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานปศุสัตว์ต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในการเฝ้าระวังการเกิดโรคทั้งในคนและสัตว์ การตรวจหาเชื้อในสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ และการสอบสวนโรคเมื่อพบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเฝ้าระวัง
สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยและทั่วโลก
โรคแอนแทรกซ์ไม่ได้มีการระบาดอย่างกว้างขวางในประเทศไทย แต่ก็มีการรายงานผู้ป่วยประปราย โดยส่วนใหญ่มักเป็นการติดเชื้อทางผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ การเฝ้าระวังโรคในสัตว์และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการป้องกันจึงมีความสำคัญ
ในระดับโลก โรคแอนแทรกซ์ยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขในบางภูมิภาค โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง และอเมริกาใต้ ที่มีการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยตามธรรมชาติและมีระบบการควบคุมโรคในสัตว์ที่ไม่เข้มงวด การระบาดในสัตว์สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในมนุษย์ได้ นอกจากนี้ โรคแอนแทรกซ์ยังเป็นที่น่ากังวลในแง่ของการก่อการร้ายทางชีวภาพ (bioterrorism) เนื่องจากสปอร์ของเชื้อสามารถผลิตและแพร่กระจายได้ง่าย และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์
การให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์
แม้ว่าโรคแอนแทรกซ์จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยนัก แต่ความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการติดเชื้อจากการสูดดม ทำให้การตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคนี้มีความสำคัญ การมีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การติดต่อ และวิธีการป้องกัน จะช่วยให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ การแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสัตว์ป่วยหรือตายผิดปกติ ยังเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความร้ายแรง การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ รูปแบบการติดต่อ อาการ การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ และประชาชนทั่วไป การเฝ้าระวังโรคในสัตว์ การให้ความรู้แก่ประชาชน และการดำเนินมาตรการป้องกันที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสงสัยว่ามีการสัมผัสเชื้อแอนแทรกซ์ หรือมีอาการที่เข้าข่าย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที
*ที่มาข้อมูลและรูปภาพประกอบ:
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2023, September 19). Anthrax. Retrieved from https://www.cdc.gov/anthrax/index.html
- World Health Organization (WHO). (2023, December 13). Anthrax. Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/anthrax
- กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2565). รายงานสถานการณ์โรคติดต่อที่สำคัญ พ.ศ. 2564. สืบค้นจาก
- ศิริพร ทิพย์คงคา, และคณะ. (2559). โรคแอนแทรกซ์: ความรู้พื้นฐานและการป้องกัน. วารสารควบคุมโรค, 42(3), 261-269.
- National Institute of Allergy and Infectious Diseases (NIAID). (2020, October 28). Anthrax. Retrieved from https://www.niaid.nih.gov/diseases-conditions/anthrax
- Russell, P., Ezzell, J. W., Jr., & Abshire, T. G. (2017). Anthrax: Recognition, Diagnosis, and Management. JAMA, 318(20), 2024–2035. https://doi.org/10.1001/jama.2017.15514
- Braunwald, E., Fauci, A. S., Kasper, D. L., Hauser, S. L., Longo, D. L., Jameson, J. L., & Loscalzo, J. (2018). Harrison’s Principles of Internal Medicine (20th ed.). McGraw-Hill Education.
- Mandell, G. L., Bennett, J. E., & Dolin, R. (2015). Mandell, Douglas, and Bennett’s Principles and Practice of Infectious Diseases (8th ed.). Elsevier.
- World Health Organization (WHO). (n.d.). Anthrax. Retrieved from
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (n.d.). Anthrax. Retrieved from
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (n.d.). โรคแอนแทรกซ์.
- รูปประกอบบทความจากเว็บไซต์ News Medical Life Sciences (https://www.news-medical.net/)









